ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับการปลูกบ้านตามเดือน

ความเชื่อแต่ครั้งโบราณมีมากมายเกี่ยวกับการสร้างบ้าน จึงทำให้ต้องดูฤกษ์ ยาม ประกอบเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย ท่านสามารถเช็คเดือนที่เหมาะกับการปลูกสร้างได้เลยค่ะ

เดือนอ้าย (ธ.ค)
เดือนยี่ (ม.ค)
เดือนสาม (ก.พ)
เดือนสี่ (มี.ค)
เดือนห้า (เม.ย)
เดือนหก (พ.ค)
เดือนเจ็ด (มิ.ย)
เดือนแปด (ก.ค)
เดือนเก้า (ส.ค)
เดือนสิบ (ก.ย)
เดือนสิบเอ็ด (ต.ค)
เดือนสิบสอง (พ.ย)

ได้เมื่อสมุทรโฆษถูกวิทยาธรฉกพระขรรค์ ทำการไม่ดี
ได้เมื่อพระรามเกิดทำการดี
ได้เมื่อพระรามกลืนยาพิษ ทำการไม่ดีแล
ได้เมื่อพระสมุทรโฆษได้นางพินทุมดี ทำการดี
ถึงกาลโจรฆ่าพราหณ์ ไม่ดีแน่
ตกพระเจ้าเสด็จอุบัติเหตุ ทำการดีทุกวัน
พระนาราย์ปราบยักษ์ อย่าทำจะดีกว่า
ราพณาสูรต้องโมกขศักดิ์พระราม ไม่ดี
ตกพระจันทร์กุมารเกิด ทำการทุกอย่างดีนักแล
ตกได้เมื่ออภิเษกพระอินทร์ พักไว้ก่อนอย่าทำ
ได้เมื่อพระรามข้ามทะเล ไม่ดีอย่าทำ
ได้เมื่อพระยาจักรพรรดิเกิด ทำการดีนักแล

ให้ความเห็น

ความเชื่อในการปลูกเรือนตามวัน

นอกจากการปลูกบ้านตามเดือนแล้ว ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับการปลูกเรือนตามวันก็มีเหมือนกัน วันไหนปลูกสร้างได้ไม่ได้ ดีไม่ดีอย่างไร เช็คได้ตามนี้เลยค่ะ

ปลูกวันอาทิตย์
ปลูกวันจันทร์
ปลูกวันอังคาร
ปลูกวันพุธ
ปลูกวันพฤหัสบดี
ปลูกวันศุกร์
ปลูกวันเสาร์

จะเกิดทุกข์อุบาทว์
ทำได้สองเดือนจะได้ผ้าผ่อนและสิ่งของ
ทำแล้วสามวันจะเจ็บไข้หรือไฟไหม้
จะได้ลาภและผ้าผ่อนอันดี
เกิดสุขสำราญทำแล้วห้าเดือนจะได้ลาภ
ความทุกข์สุขก่ำกึ่ง หลังสามเดือนได้ลาภเล็กน้อย
จะเกิดพยาธิเลือดตกยามออก ทำเสร็จแล้วสี่เดือนจะยากลำบาก

ให้ความเห็น

ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับพิธียกเสาเอก

ความเชื่อโบราณเกี่ยวกับพิธียกเสาเอก

ในสมัยก่อนหากใครจะสร้างบ้านนั้นสิ่งที่จะละเลยเป็นมิได้เลยก็คือพิธีการยกเสาเอกของบ้าน ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันเลยเชียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ยังคงนิยมใช้วิธีนี้เมื่อมีการก่อสร้างก่อสร้างอาคาร สำนักงานและอื่นๆอีกมากมาย โดยพิธีการยกเสาเอกมีวิธีการเตรียมการดังนี้

ของใช้ในพิธี

– จัดโต๊ะหมู่บูชา ๑ ชุด พร้อมเครื่องสักการะ (ถ้าประสงค์)
– จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ ๑ ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุม และเจริญชัยมงคลคาถา)
– เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
– ใบทอง นาก เงิน อย่างละ ๓ ใบ
– เหรียญทอง เงิน อย่างละ ๙ เหรียญ
– ทรายเสก ๑ ขัน
– น้ำมนต์ ๑ ขัน (พร้อมกำหญ้าคา ๑ กำ)
– ด้ายสายสิญจน์ ๑ ม้วนเล็ก
– ทองคำเปลว ๓ แผ่น
– ผ้าแพรสีแดง ห่มเสา หรือผ้าขาวม้า ๑ ผืน v – หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ ๑ หน่อ
– ไม้มงคล ๙ ชนิด (ถ้าประสงค์)
– แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ ๑ แผ่น
– ข้าวตอกดอกไม้ ๑ ขัน

ลำดับพิธี

– วางสายสิญจน์ เริ่มจากโต๊ะบูชาไปโต๊ะสังเวยขวาบริเวณสถานที่ก่อสร้างเข้าสู่เสาเอก (ก่อนเวลาฤกษ์พอสมควร) เจ้าภาพ – จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐานเพื่อเกิดสิริมงคล กราบพระ
– จุดเทียนธูปที่โต๊ะสังเวย บูชาเทวดาให้คุ้มครอง
พิธีกร – กล่าวสังเวยเทวดา
เจ้าภาพ – ดอกไม้มงคล ๙ ชนิด (ถ้ามี)
– วางแผ่นทอง นาก เงินในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
– นำใบทอง นาก เงิน และเหรียญทอง เงิน ลงก้นหลุมแล้วนิมนต์พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์ โปรยทรายเสกที่หลุมเสา

หลุมเสา

– เจิมและปิดทองเสาเอก
– ผูกหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสีแดงหรือผ้าขาวม้าที่เสาเอก
– ถือด้ายสายสิญจน์ พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี
ช่าง – ช่วยกันยกเสาเอก จนตั้งเรียบร้อย (ขณะยกเสานั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) (ถ้ามี)
เจ้าภาพ – โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงหลุมเสาเอก พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี เสร็จพิธี

หมายเหตุ

– ถ้ายกเสาเอกในเดือนอ้าย ยี่ สาม เสาเอก อยู่ทิศอีสาน
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๔ – ๕ – ๖ เสาเอก อยู่ทิศอาคเนย์
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๗ – ๘ – ๙ เสาเอก อยู่ทิศหรดี
– ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๑๐ – ๑๑ – ๑๒ เสาเอก อยู่ทิศพายัพ
– เมื่อธูปที่โต๊ะสังเวยไหม้หมดดอก ให้ลาเครื่องสังเวยได้ว่า “เสสัง มังคะลัง ยาจามิ”
– หน่อกล้วย อ้อย เมื่อช่างเอาลงจากเสาแล้ว ให้นำไปปลูกไว้ในที่ต้องการ เพื่อเสี่ยงทายว่าจะงอกงามเพียงใด
– ถ้าจัดโต๊ะสังเวยไม่ได้ จะจัดเป็นสำรับบูชาพระภูมิเจ้าที่ธรรมดาก็ได้ และสิ่งประกอบอื่น ๆ ก็เลือกเอาเท่าที่จำเป็นและหาได้ง่าย

ให้ความเห็น

ข้อห้ามเกี่ยวกับบ้าน

ข้อห้ามเกี่ยวกับบ้าน

1. ห้ามมิให้ทำขื่อใหญ่กว่าเสาบ้าน
2. ห้ามมิให้ทำแหวกช่องกลางที่นอน
3. ห้ามมิให้ทำเรือนคร่อมต้นไม้
4. ไม่ควรสร้างบ้านแบบรูปศาลพระภูมิ มี 2 ห้อง มีฝา 1 ห้อง ไม่มีฝา 1 ห้อง
5. ไม่ควรสร้างบ้านที่มีระเบียง 4 ด้านเหมือนศาลาการเปรียญ
6. ห้ามปบลูกบ้านขวางตะวัน
7. ห้ามปลูกเรือนขวางคลอง
8. ห้ามทำเรือนมี 4 จั่ว
9. เรือนหลังหนึ่งห้ามทำประตู 4 แห่ง หน้าต่าง 9 แห่ง ประตูไม่อยู่กลางบ้าน
10. จำนวนบันไดห้ามใช้จำนวนขั้นค
11. บันไดไม่ลงทางทิศตะวันตก
12. ไม่หันหัวเตียงไปทางทิศตะวันตก
13. ไม่นอนขวางกระดาน
14. ไม่ทำน้ำพุไหลเข้าตัวเรือน
15. ไม่ทำทางลอดใต้ห้องส้วม
16. ไม่ทำอาคารพักอาศัยเป็นรูปตัว”ที”
17. ไม่ทำเรือนทะลุหน้าตลอดหลัง ถือเป็นเรือน”อกแตก”
18. ไม่ทำภูเขาไฟจำลองไว้ในบ้าน
19. ไม่ทำทางเข้าออกคู่ไว้ตอนมุมของที่ดินที่ทางสามแพรกหรือสี่แยก
20. ห้ามใช่ช่อฟ้า ใบระกา เครื่องวัด เครื่องหลวง เป็นส่วนประกอบของบ้าน
21. ห้ามปลูกเรือนคร่อมตอ
22. ห้ามตั้งศาลพระภูมิใต้เงาเรือน
23. ห้ามทำบันไดเวียนซ้ายขาขึ้น
24. ห้ามมีสัตว์ตกตายในหลุมตอม่อ

การนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาไว้ชั้นล่างจะต้องระมัดระวังในการวางตำแหน่งห้องพระเพราะจะหาตำแหน่งค่อนข้างยาก
เนื่องจากบริเวณชั้นล่างจะพลุกพล่านมีการเดินเข้าเดินออก มีกิจกรรมมากมาย ดู ทีวีทำอาหาร พูดคุย หามุมสงบๆแทบจะไม่ได้ห้องพระควรเป็นบริเวณที่มีความสงบการทำห้องพระชั้นล่างจะต้องพิจารณาถึงพื้นที่ชั้นบนที่ตรงกับห้องพระด้วย ถ้าเป็นห้องส้วมหรือห้องนอนอยู่เหนือห้องพระ ซึ่งถือเป็นการไม่สมควรจะต้องหาห้องที่ว่างหรือไม่มีคนอยู่จะดีที่สุด เช่น ตรงกับห้องโถงระเบียงชั้นบน เป็นต้นการทำห้องพระชั้นล่างสามารถทำได้อีกทางหนึ่งคือการแยกส่วนของห้องพระออกจากตัวบ้าน ซึ่งผลกระทบจากชั้นบนก็จะไม่มี
กรณีของการวางหิ้งพระในบ้านหลักการก็เช่นเดียวกับห้องพระแต่การเลือกตำแหน่งจะง่ายกว่าเพราะพื้นที่ไม่่มาก
เท่าห้องพระจุดที่เหมาะในการวางหิ้งพระชั้นล่างส่วนใหญ่นิยมวางในห้องรับแขกส่วนหน้าบ้านมากกว่าจะตั้งหิ้งไว้
หลังบ้าน เพราะในตำราฮวงจุ้ยบอกเอาไว้ว่า เวลาเดินเข้าบ้านจะต้องเห็นสิ่งที่เป็นมงคลก่อน
การเดินเข้าบ้านแล้วมองเห็นพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกดีกว่าเห็นอย่างอื่นการวางสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ในลักษณะที่ตรงกับทางเข้าบ้าน จะต้องไม่วางมากจนเกินความเหมาะสม เพราะจะเข้าข่ายผิดฮวงจุ้ย
ถ้าพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีมาก พลังของสิ่งศักดิ์สิทธ์ซึ่งเป็นพลังอิม(หยิน) จะมีมากด้วย ซึ่งจะสกัดโชคลาภไม่
ให้เข้าบ้านได้ หรืออีกนัยหนึ่ง บ้านจะดูคล้ายโบสถ์ ซึ่งเป็นที่ทำกิจกรรมของสงฆ์ ไม่ใช่ที่อยู่ของคนธรรมดา เพราะ
ฉะนั้นอย่าวางพระมาก ถ้ามีพระมากก็ควรทำเป็นห้องพระจะดีกว่า
บ้านที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์และความเหมาะสมในการวางตำแหน่งห้องพระหรือหิ้งพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับบ้านและผู้อยู่อาศัย

ข้อห้ามของเคหะศาสตร์ที่ช่วยทำให้บ้านของท่านเป็นบ้านที่อยู่ร่มเย็นเป็นสุขนั้น มีมากมายหลายข้อ ข้อห้ามทางเคหะศาสตร์มากมายหลายข้อที่ยกขึ้นมานั้นล้วนประกอบไปด้วยเหตุผลในอันที่จะทำให้ “คนรักบ้าน” ทุกๆท่านอยู่เย็นเป็นสุข แต่ข้อห้ามต่างๆ ก็มิใช่กฏเกณฑ์ตายตัวที่ต้องปฏิบัติ หากมีความจำเป็นจริงๆ ข้อห้ามต่างๆ ก็สามารถดัดแปลงประยุกต์แก้ไขได้ตามสถานการณ์ที่เหมาะสม ผมขอยกตัวอย่างข้อห้ามที่เป็นข้อห้ามเกี่ยวกับการเลือกทำเลที่ตั้งกับพื้นที่ในตัวบ้านกันนะครับ

1. ห้ามสร้างบ้านที่มีถนนรอบล้อมทั้งสี่ด้าน เนื่องด้วยบ้านที่มีถนนรอบล้อมนั้น ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านจะหาความสงบได้ยาก เนื่องจากเสียง, ฝุ่น, ควันจากการจราจรจะเข้ามารบกวนผู้อยู่อาศัยตลอดเวลา เกิดผลเสียต่อสุขภาพจิต สุขภาพกายทำให้พลังชีวิตของท่านลดลงได้

2. ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้าน หรือปลูกบ้านล้อมต้นไม้ใหญ่ เนื่องจากต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่และสูง มีโอกาสที่กิ่งไม้แห้งจะหล่นลงมาสร้างความเสียหายให้กับบ้านท่านได้ นึกถึงเวลามีพายุฝน หรือลมกรรโชกแรง จะทำให้ต้นไม้ที่เอนตามกระแสลมสร้างความเสียหายให้กับบ้านท่าน และอาจหักโค่นลงมาทับสร้างความเสียหายให้กับบ้านท่านได้

3. ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ในแนวเดียวกับประตูบ้าน เป็นข้อห้ามอีกข้อเกี่ยวกับต้นไม้ เนื่องด้วยการปลูกต้นไม้บดบังทางเข้าบ้าน นั้นสร้างความสับสนให้กับกัลยาณมิตรที่มาเยี่ยมเยือนท่าน ตลอดจนต้นไม้หน้าบ้านนั้นทำให้การปรับใช้พื้นที่หน้าบ้านของท่านทำได้ยากขึ้นด้วย

4. ห้ามปลูกบ้านตั้งอยู่บนทำเลที่สร้างความรำคาญใจ ท้อแท้และหดหู่ บันทอนพลังชีวิตของท่าน เช่น ป่าช้า สถานีตำรวจ โรงพยาบาล เรือนจำ หรือศาล เป็นต้น

5. ห้ามมีร่องน้ำไหลผ่านกลางที่ดินหรือบ้าน เนื่องมาจากว่าร่องน้ำที่อยู่กลางบ้านนั้น อาจก่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนั้นยังมีการดูแลรักษาที่ยากจนอาจจะเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรค อันเป็นอันตรายต่อท่านได้ การมีร่องน้ำอยู่กลางบ้านของท่านนั้น ก็มีลักษณะเหมือนบ้านของท่านแยกออกจากกันเหมือนเมืองอกแตก อันเป็นลักษณะที่ไม่ดี

6. ห้ามปลูกบ้านคร่อมบ่อน้ำหรือตอไม้ บริเวณที่มีตอไม้นั้นการขุดหลุมหรือปรับพื้นที่ทำได้ยาก เนื่องจากมีรากไม้ที่แม้จะตายแล้วแต่ก็มีความแข็งแรงยากแก่การรื้อถอนแต่พอตอไม้เริ่มผุพังก็อาจเป็นที่อยู่ของปลวก, มด เป็นต้น อาจเป็นอันตรายต่อบ้านท่านได้ ส่วนบ่อน้ำเก่านั้นเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของดินน้อยกว่าส่วนอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะมีการถมอย่างดีแล้วก็ตาม นอกจากนี้บ่อน้ำเก่าบางแห่งยังเป็นตาน้ำที่มีน้ำซึมตลอดเวลาอีกด้วย จะเห็นว่าทั้งสองส่วนนี้จะมีผลต่อการวางโครงสร้างบ้านของท่าน ขอให้ “คนรักบ้าน” พิจารณาข้อนี้กันให้ดีครับ

7. ห้ามสร้างบ้านอยู่ในน้ำ โดยปกติในอากาศจะมีความชื้นอยู่ในระดับที่พอเหมาะ (เรียกว่าภาวะน่าสบาย ประกอบไปด้วยอุณภูมิ ความชื้น การถ่ายเทอากาศ) หากบ้านท่านอยู่บนน้ำแล้วความชื้นในอากาศก็จะมีมากขึ้นส่งผลให้ท่านรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว มีโอกาศเป็นโรคทางเดินหายใจได้ นอกจากนั้น โครงสร้างของบ้านที่อยู่ระหว่างน้ำและอากาศ ก็มีโอกาสจะสึกกร่อนได้ง่ายกว่าปกติอีกด้วย

8. ห้ามสร้างสระน้ำใหญ่ติดกับตัวบ้าน เช่นเดียวกับข้อที่แล้วครับ การที่บ้านท่านจะมีสระน้ำที่มีขนาดใหญ่ติดกับตัวบ้านนั้น นอกจากสระน้ำที่มีขนาดใหญ่นั้นจะข่มบดบังรัศมีของบ้านท่านแล้วนั้น ก็ยังมีเรื่องความชื้นที่สระน้ำขนาดใหญ่ถ่ายเทให้กับอากาศในปริมาณที่มากจนเกินไปได้ และยังต้องระวังการทรุดตัวของโครงสร้างบ้าน แต่หากเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ทะเลสาบ, แม่น้ำ ไม่เป็นไรครับ

9. ห้ามขุดบ่อน้ำไว้หลังบ้าน เพราะหลังบ้านเป็นบริเวณที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมสักเท่าไร อีกทั้งยังมืดและอาจจะรก ร้าง การมีบ่อน้ำอยู่หลังบ้านจึงเป็นอันตราย อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนการดูแลรักษาทำได้ยาก การใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำก็ดูไม่คุ้มค่าสักเท่าไร

10. ห้ามก่อสร้างกำแพงก่อนการสร้างบ้าน ในการสร้างบ้านนั้นท่านจำเป็นต้องขนย้ายวัสดุต่างๆ เข้าออกอยู่ตลอดเวลา หากท่านสร้างกำแพงบ้านก่อนแล้วนั้น การขนย้ายวัสดุก็ไม่คล่องตัว อีกทั้งอาจจะทำให้กำแพงสวยๆ ที่สร้างเสร็จแล้วของท่านชำรุดเสียหายได้

11. ห้ามสร้างกำแพงหรือรั้วสูงกว่าตัวบ้าน การที่บ้านของท่านจะมีสภาวะน่าสบาย มีความโล่งโปร่งสบายได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีลมพัดผ่านและถ่ายเทอากาศที่ดี การสร้างกำแพงหรือรั้วสูงๆนั้น จะเป็นการปิดกั้นทิศทางลมนั้นเสีย ทำให้อากาศในบ้านท่านอุดอู้ ไม่เกิดการถ่ายเทแต่อย่างใด

12. ห้ามสร้างศาลพระภูมิหันหน้าออกนอกบ้าน เรื่องของความเชื่อและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การวางศาลพระภูมิในตำแหน่งที่เหมาะสมนั้น ทำให้มีความสะดวกต่อการสักการบูชาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความเจริญรุ่งเรืองได้

13. ห้ามสร้างบนหน้าผาสูงชัน แม้ว่าตามหน้าผาสูงๆ จะมีทิวทัศน์ที่สวยงามก็ตาม บ้านที่อยู่บนหน้าผาสูงชันนั้น ทำให้ผู้อาศัยเกิดความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย หากคำนึงถึงตั้งแต่ในช่วงการก่อสร้างแล้ว การขนย้ายวัสดุเพื่อมาก่อสร้างก็ทำได้ยาก

14. ห้ามสร้างซุ้มประตูใหญ่กว่าตัวบ้าน ซุ้มประตูที่มีขนาดใหญ่เกินไป ก็จะข่มให้บ้านของท่านหมดสง่าราศี เนื่องจากขนาดของบ้านที่เล็กกว่า อีกทั้งคนที่ผ่านซุ้มประตูมาก็เกิดความรู้สึกต่อซุ้มประตูบ้านขนาดใหญ่ที่ไม่สู้จะดีนัก

15. ห้ามสร้างบันไดหรือห้องน้ำห้องส้วมอยู่กลางบ้าน โดยหลักการพื้นฐานแล้วบันไดกับห้องน้ำห้องส้วมนั้นเป็นส่วนที่ต้องการแสงสว่าง บันไดนั้นจำเป็นต้องมีการให้แสงสว่างที่เพียงพอเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการก้าวขึ้นลงบันได ยิ่งผู้สูงอายุหรือเด็กยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษครับ ในส่วนของห้องน้ำห้องส้วมนั้น เป็นห้องที่ต้องการแสงสว่างและการระบายอากาศที่ดีเพราะเป็นเรื่องสุขอนามัย ดังนั้นหากบันไดและห้องน้ำห้องส้วมอยู่กลางบ้านเสียแล้วทั้งแสงสว่างและการระบายอากาศก็ย่อมจะทำได้ยาก

16. ห้ามสร้างห้องน้ำห้องส้วมมากกว่าสมาชิกในบ้าน ไม่มีความจำเป็นอันใดที่ปริมาณห้องน้ำห้องส้วมจะมากกว่าสมาชิกในบ้าน เพราะโอกาสที่คนในบ้านจะใช้ห้องน้ำพร้อมกันนั้นมีน้อยมาก ห้องน้ำห้องส้วมเป็นห้องที่หมุนเวียนกันใช้ได้ ฉะนั้นการสร้างห้องน้ำห้องส้วมหลายห้องมากจนเกินไปจึงเป็นการเสียงบประมาณและจะเป็นการใช้พื้นที่ภายในบ้านที่มีอยู่อย่างจำกัดไปอย่างไม่คุ้มค่านัก

17. ห้ามสร้างห้องนอนไว้ใต้บันไดบ้าน ห้องนอนและบันไดบ้านนั้น ในแง่การใช้สอยก็เป็นสิ่งที่ขัดกันโดยธรรมชาติเนื่องจากว่าห้องนอนเป็นห้องที่ต้องการความสงบเป็นส่วนตัวเพื่อพักผ่อนนอนหลับ ขณะที่บันไดเป็นส่วนที่บุคคลภายในบ้านใช้เป็นทางสัญจรขึ้นลงตลอดเวลา จึงเกิดเสียงรบกวนหากทำห้องนอนไว้ที่ใต้บันได วิธีใช้ประโยชน์จากส่วนใต้บันไดนี้อาจใช้เป็นห้องเก็บของก็จะดูมีความเหมาะสมกว่า

18. ห้ามสร้างประตูหน้าต่างมากเกินไป การมีประตูหน้าต่างมากๆอาจทำให้บ้านโล่งโปร่งสบายก็จริง แต่ว่าหากมีมากจนเกินไป ก็อาจทำให้การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านทำได้ยาก ทำให้เปิดปิดลำบาก อีกทั้งเวลาเกิดฝนตกหรือลมพายุ การจะปิดประตูหน้าต่างจำนวนมากๆ เพื่อป้องกันกระแสลมแรงและน้ำฝนที่ซัดเข้าบ้าน ในเวลาอันรวดเร็วก็ดูเหมือนจะมีความยุ่งยากไม่น้อยทีเดียว

19. ไม่ควรดัดแปลงเอากำแพงเจาะเป็นช่องหน้าต่าง เนื่องจากกำแพงเป็นสิ่งห่อหุ้มอาณาเขตและปกป้องบ้านของท่าน และในการดัดแปลงนั้นเป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนและยากกว่าคิดวางแผนสร้างตั้งแต่ต้น ถ้าเป็นไปได้จึงไม่ควรจะดัดแปลงโดยไม่จำเป็น

20. ไม่ควรสร้างบ้านที่ใหญ่เกินไปแต่มีคนอยู่น้อย การสร้างบ้านควรพิจารณาถึงสมาชิกในบ้านด้วยเพราะหากบ้านมีขนาดใหญ่เกินไป ก็จะทำให้การพบปะของสมาชิกในบ้านน้อยลงเนื่องจากขนาดที่ใหญ่ของบ้านนั้นเอง นอกจากนี้ยังดูแลรักษาให้ทั่วถึงได้ยาก

ในพื้นที่ที่ต่างกันออกไปนั้น ข้อห้ามแต่ละข้อก็อาจส่งผลไม่เหมือนกันหรือไม่เท่ากัน การพิจารณาไตร่ตรองแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ โดยยึดเอาข้อห้ามเคหะศาสตร์เป็นเครื่องเตือนใจ ก็เป็นสิ่งที่แฟนๆ “คนรักบ้าน” ทุกๆ ท่านควรพินิจอย่าง”มีเหตุมีผล”และประกอบด้วย”สติ”ครับ

ข้อห้ามหลาย ๆ ข้อนั้นอาจเป็นเรื่องของนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่หากใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองดี ๆ แล้ว ก็เห็นเป็นจริงตามนั้นครับ

เคหะศาสตร์ที่เป็นข้อห้ามต่างๆที่ได้นำเสนอในทุกๆ ข้อนั้น ขอท่านพิจารณาไตร่ตรองและปรับใช้กับบ้านของท่านอย่างมีสติและรอบคอบนะครับ

สำหรับหลักการทางเคหะศาสตร์ในการจัดวางห้องและส่วนต่างๆของบ้าน ก็พิจารณาจากหลักของความต้องการโดยธรรมชาติของห้องนั้นๆ เพื่อป้องกันเหตุและภัยอันมองไม่เห็นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ

บทความนี้นำมาจาก คมชัดลึก คิดว่ามีประโยชน์ในการจัดวางบ้านให้ถูกต้องเหมาะสม คิดว่าเป็นทั่วๆไปตามหลักของ ฮวงจุ้ย ส่วนจะนำดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้กับบ้านทรงไทยได้แค่ไหนนั้น เพื่อนๆ สมาชิกลองอ่านดูครับ …

ท่านผู้อ่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเราไม่ว่า จะเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งเหล่านี้ ล้วนมีผลต่อการดำเนินชีวิต ประจำวัน ของเราตลอดเวลา อย่างเช่น เมื่อท่านเจอแดดร้อนๆ (ซึ่งเป็นธาตุไฟ ) ท่านจะหาร่มไม้ เพื่อหลบแดด ให้ร่มไม้ช่วย คลายความร้อน ให้ท่าน (ธาตุลม) เมื่อหน้าหนาวเข้ามา ท่านก็จะจัดหา เสื้อกันหนาว เพื่อทำตัวให้อุ่นขึ้น เมื่อท่านร้อนกระหาย ท่านจะหาน้ำ เพื่อดับ ความร้อนในร่างกายของท่าน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างง่ายๆ ของการปรับ ความสมดุล ของมนุษย์กับ สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็น หลักการ เดียวกับ ศาสตร์และศิลป์จาก ปรัชญาอันล้ำลึกนับพันปี ที่เน้นการสร้างสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติกับสังคม และ มนุษย์ ให้เกิดความสมดุล นำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต เราๆ ท่านๆ เรียกศาสตร์แขนงนี้ว่า “เคหะศาสตร์” หรือ “ฮวงจุ้ย” และบ้านก็ เหมือนกับ ร่างกายของท่าน ที่จะต้องเจอแดด เจอฝน ร้อนหนาว เช่นเดียวกัน ดังนั้น บ้านของท่านจึงควรได้รับ การจัดวางอย่าง ถูกต้องเหมาะสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ช่วยให้บ้านของท่านเป็นบ้านที่อยู่เย็นเป็นสุข และพบเจอแต่สิ่งดีๆ ในชีวิตของท่าน

การจัดวางบ้านที่คำนึงถึง แดด ลม ฝน ตำแหน่งต่างๆ ของห้อง รูปแบบบ้าน เสา คาน สถานที่ ทิศทางของบ้าน สภาพแวดล้อม ภายนอกและภายในเป็นอย่างไร ประตูอาคาร ประตูบ้าน ห้องนอน ห้องครัวสัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยหรือไม่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผล ตอบรับกับสภาพแวดล้อมภายนอกตัวบ้านสู่ภายในตัวบ้าน เป็นหลักใหญ่ๆ ที่เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น

รายละเอียด และเหตุที่เกิดยังมีอีกมากมาย หากได้รับการแก้ไขจัดวางอย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมแสดงออกถึง สุนทรียศาสตร์อัน ทรงคุณค่าของฮวงจุ้ย แสดงออกถึงความรู้สึกคุณค่า ของสิ่งที่งามและ ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย ของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ในอันจะหล่อหลอมความเป็นอยู่ของมนุษย์ เน้นให้เห็นถึง ความผูกพันระหว่าง มนุษย์กับธรรมชาติ ที่ต้องเกื้อหนุน หรือทำลายล้างกัน

บ้านประกอบด้วย ส่วนต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป แต่ละส่วนนั้นล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งสิ้น ฉบับนี้เราจะมาดูว่า ส่วนต่าง ๆ ของบ้านนั้น ตามหลักฮวงจุ้ยแล้วมีผลต่อท่านเจ้าของบ้านอย่างไร

เสา

เสาทุกต้นที่อยู่ทั้งภายในและภายนอกห้อง นอกจากทำหน้าที่รับน้ำหนักทั้งหมดของบ้านแล้ว เสาทุกต้นล้วนมีอิทธิพลต่อผู้อยู่อาศัย และผู้เดินผ่านไปมา เสาเหลี่ยมเป็นเสาที่มีอันตรายมากที่สุดเนื่องจากมุมต่าง ๆ ของเสาอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย กว่าเสากลม ที่มีพื้นที่ผิวราบเรียบ ช่วยให้กระแสพลังของชีวิตไหลผ่านได้ง่าย มีลักษณะที่ดีกว่าเสาที่เป็นเหลี่ยม ยิ่งเสาใหญ่มาก เท่าไร ความรุนแรง ย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น

คาน

บ้านทุกหลังต้องมีคาน และมักจะก่อให้เกิดปัญหามากมาย ตำแหน่งของคานมีผลต่อผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน มีความเชื่อแต่โบราณกาล ได้กล่าวไว้ว่า

  1. คานที่มีขนาดใหญ่มาก ทำให้รู้สึกสร้างความกดดัน มีผลในทางลบกับผู้อยู่อาศัยและการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ และสุขภาพ
  2. คานที่อยู่เหนือหัวเตียง จะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของห้องนอนปวดศีรษะอยู่เสมอ
  3. คานที่อยู่เหนือระดับช่องท้องผู้นอนทำให้รู้สึกปวดท้อง
  4. คานที่อยู่เหนือระดับข้อเท้า ทำให้มีปัญหาการเคลื่อนไหว
  5. คานที่อยู่เหนือเตาไฟหรือโต๊ะรับประทานอาหาร โชคลาภมักถูกขัดขวางสูญเสียการเงิน

เพดาน

เพดานห้องที่ต่ำไม่ได้สัดส่วน ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกอึดอัด ส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านอารมณ์และความคิด ทำให้พลังชีวิต ของผู้อยู่อาศัย อ่อนแอ เพดานที่ดีควรมีความสูงได้สัดส่วนพอเหมาะกับขนาดของห้อง

บันได

บันไดมีความสำคัญในการนำพลังชีวิตเคลื่อนจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง เพราะเหตุนี้บันไดที่สร้างจึงต้องมีความแข็งแรง มีความกว้าง ห่างจากเพดานพอสมควร

  1. บันไดวนเป็นบันไดที่อันตราย ทำให้พลังชีวิตสลายออกไปได้ง่าย
  2. บันไดควรอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็นจากบริเวณทางเข้า
  3. ไม่ควรสร้างบันไดที่ชัน แคบ และมืด เพราะจะส่งผลให้กระแสพลังชีวิตถูกขัดขวาง
  4. บันไดไม่ควรจะวนไปด้านซ้าย ให้วนไปด้านขวา
  5. จำนวนขั้นบันได ควรเป็นเลขคี่เสมอ จะทำให้การเดินขึ้นลงบันได ไม่ติดขัด

พื้นต่างระดับ

พื้นต่างระดับมีประโยชน์ในการแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านออกเป็นสัดส่วน ดูมีความสวยงามในระยะสั้นๆ แต่การแบ่งพื้นที่ออก เป็นส่วนๆ นั้น ทำให้การติดต่อสัมพันธ์กันน้อยลง มีผลเสีย เป็นการแบ่งสมาชิกในครอบครัวออกจากกัน ถ้าพื้นที่ต่างระดับ ด้านข้างต่ำกว่าด้านหน้า ผู้อาวุโสจะไม่ได้รับการเคารพ เป็นผลมาจากลำดับความสูงต่ำของพื้น ที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว สำหรับผู้อาวุโสแล้ว การเปลี่ยนระดับพื้น เป็นอุปสรรคในการเดินเหินอย่างยิ่ง มีผลทางด้านอารมณ์ เกิดการฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย และกับเด็กเล็กๆ เองก็เช่นกัน พื้นต่างระดับอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เลือดตกยางออกจากความซุกซนได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่ควร เอาใจใส่พิจารณากันให้ถี่ถ้วนรอบคอบ

มุมห้อง

มุมห้องที่ขาดหาย มีผลในทางลบกับผู้อยู่อาศัย ทำให้มีปัญหากับเรื่องราวไม่ประสงค์ต่างๆ โดยเฉพาะมุมแหลมที่อยู่ด้านใน มีลักษณะคล้ายใบมีดที่มีความคม เป็นภัยคุกคามบั่นทอนพลังชีวิตที่ดี มุมห้องที่แหลมยังยากต่อการเก็บกวาดทำความสะอาด ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ และอารมณ์

เคหะศาสตร์ (ฮวงจุ้ย) นั้น เป็นการพยากรณ์ จากการประมวลศาสตร์ในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านนิเวศวิทยา ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ จิตวิทยา รัฐศาสตร์การเมือง และศาสตร์ในด้าน การจัดการ ฯลฯ โดยใช้ภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมากว่า 3,000 ปี แต่เนื่องจาก ตำราเคหะศาสตร์ (ฮวงจุ้ย) บ่งบอกแต่ข้อแนะนำอันเป็นข้อกำหนด ข้อห้าม ที่มิได้หยิบยกเหตุผลมาประกอบเอาไว้ ถึงแม้ว่าบางอย่าง สามารถอธิบายได้ด้วยตรรกะทางวิทยาศาสตร์ จึงกลายเป็นศาสตร์ลี้ลับ สำหรับคนส่วนใหญ่ ยิ่งศึกษาค้นคว้า ก็ยิ่งพบว่า เคหะศาสตร์ (ฮวงจุ้ย) เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และบางประเด็นก็มีสาระ รวมทั้งมีเหตุผลทางตรรกะพอสมควร ท่านผู้อ่านควรพิจารณากัน อย่างลึกซึ้งครับ ตามหลักกาลามะสูตรของพุทธศาสนาแล้ว ท่านสอนให้เชื่อโดยใช้เหตุและผล (แต่ห้ามใช้หลักกามสูตรเป็นอันขาดเพราะจะยุ่งกันไปใหญ่)

บันไดเรือนไทยมีความเชื่อ ๒ ประการที่มาจากการสังเกตการใช้งานในชีวิต จริง คือ

๑. ขั้นบันได (ลูกนอน) จะเป็นเลขคี่เสมอ เพื่อให้ลูกตั้งหรือจำนวนก้าว ขึ้นบันไดเป็นเลขคู่เสมอ เนื่องจากการก้าวขึ้นบันไดอย่างเร็วๆจะ ก้าวขึ้นทีละ ๒ ขั้น หากก้าวแบบเร็วๆแล้วขั้นสุดท้ายเหลือขั้นเดียว อาจจะทำให้ผู้เดินหกล้มศีรษะขมำได้

๒. บันไดจะไม่หันไปทางทิศตะวันตก เพราะแสงแดดบ่ายๆเย็นๆจะ แรงและต่ำ หากลงบันไดแล้วมีแสงแดดย้อนเข้านัยตา จะทำให้ตก บันไดได้

(บทความโดยคุณยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ผู้เขียหนังสือร้อยพันปัญหาในงานก่อสร้าง เล่ม 5 ฉบับภูมิปัญญาช่างไทย)

ข้อมูลนำมาจาก
http://www.bansongthai.com

ให้ความเห็น

ไม้มงคล

ไม้มงคล ที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์นี้ ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ก่อนทำการก่อสร้างนิยมทำพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยใช้ไม้มงคล ๙ ชนิด ปักกับพื้นดิน ไม้ทั้ง ๙ ชนิด มีชื่อเป็นมงคลนาม ได้แก่ ไม้ราชพฤกษ์ ไม้ขนุน ไม้ชัยพฤกษ์ ไม้ทองหลาง ไม้ไผ่สีสุก ไม้ทรงบาดาล ไม้สัก ไม้พะยูง และไม้กันเกรา

๑. ไม้ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 8 – 15 เมตร
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดเอเชียแถบร้อน ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป
ออกดอก กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ทิ้งใบก่อนออกดอก

ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด วิธีการเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ นำเมล็ดมาตัดหรือทำให้เกิด บาดแผลที่ปลายเมล็ดแล้ว แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง หรือแช่กรดซัลฟูริคเข้มข้น 1.84 ประมาณ 15 นาที แล้วล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง วิธีนี้สะดวกแต่อันตราย และอีกวิธีหนึ่งคือ ต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงในเมล็ด ทิ้งไว้ข้ามคืน ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำ ให้เมล็ดดูดน้ำเข้าไปและพร้อมที่จะงอก
วิธีเพาะ อาจหยอดลงในถุงดินที่เตรียมไว้หรือจะเพาะในแปลงเพาะแล้วย้ายชำกล้าในภายหลัง ควรให้เมล็ดอยู่ใต้ผิวดิน 3-5 มิลลิเมตร รดน้ำให้ชุ่ม เมล็ดจะงอกภายใน 1-2 สัปดาห์

ประโยชน์ ราก ฝนทาแก้กลาก เป็นยาระบาย รากและแก่นเป็นยาขับพยาธิ เปลือกและไม้ใช้ฟอกหนัง และใช้บดทาผื่นตามร่างกาย เนื้อไม้สีแดงแกมเหลืองทนทานใช้ทำเสา ล้อเกวียน ใบต้มกินเป็นยาระบาย ดอกแก้ไข้ ฝักเนื้อในรสหวาน เป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาการแน่นหน้าอก แก้ขัดข้อ ๒. ไม้ขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูง 15 – 30 เมตร ลำต้นและกิ่งเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ำยางสีขาวข้นคล้ายน้ำนมไหล
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินเดียเป็นพืชเศรษฐกิจเมืองร้อนที่ให้ผลมีขนาดใหญ่ที่สุดสามารถ บริโภคทั้งผลดิบและผลสุก นอกจากนี้ยังนำไปแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ มีปลูกทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ออกดอกจะออกปีละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม และเมษายน – พฤษภาคม
ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ติดตา และทาบกิ่ง
ประโยชน์ ผลอ่อน ใช้ปรุงอาหาร ผลสุกเยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน เมล็ดปรุงอาหาร เนื้อไม้ ใช้ทำพื้นเรือนและสิ่งก่อสร้าง ครก สากกระเดื่อง หวี โทน รำมะนา ระนาด รากและแก่น ให้สีเหลือง ถึงเหลืองอมน้ำตาล ใช้ย้อมผ้าและแพรไหม รากนำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ไข้ ใบ เผาไฟกับซังข้าวโพดให้ดำเป็นถ่าน แล้วใส่รวมกับก้นกะลามะพร้าวขูด โรยรักษาบาดแผล

๓. ไม้ชัยพฤกษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้ต้น สูงถึง 15 เมตร ลำต้นสีน้ำตาล ทรงพุ่มใบกลมคล้ายร่ม เมื่อต้นยังอ่อนมีหนาม ใบประกอบรูปขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อย 5 – 15 คู่ แผ่นใบรูปไข่แกมรูปรี หรือรูปขอบขนาน ขนาดกว้าง 1.5 – 2.5 เซนติเมตร ยาว 2.5 – 5 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบกลม ผิวใบด้านล่างมีขนละเอียด
ดอก เริ่มบานสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ใกล้โรยดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามกิ่งยาว 5 – 16 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงสีแดง หรือแดงปนน้ำตาล ดอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 เซนติเมตร ผลเป็นฝักกลมสีดำ ยาว 20 – 60 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 – 1.5 เซนติเมตร เมื่อแก่ไม่แตกมีเมล็ดจำนวนมาก
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดอินโดนีเซีย
ออกดอก กุมภาพันธ์ – เมษายน
ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด วิธีเพาะเช่นเดียวกับราชพฤกษ์
ประโยชน์ เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อน ๆ ปลูกประดับ ดอกสวยงาม

๔. ไม้ทองหลาง หมายถึง การมีทรัพย์สินเงิน มีเงินทองใช้ไม่ขัดสน

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้ต้นผลัดใบ สูง 5 – 10 เมตร ตามกิ่งต้นอ่อนมีหนาม เรือนยอดเป็นพุ่มกลม โปร่ง
นิเวศวิทยา พบทั่วไปในย่านเอเชียเขตร้อนและอบอุ่น
ออกดอก มกราคม – กุมภาพันธุ์ ขยายพันธุ์ โดยเมล็ดและปักชำ
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ

๕. ไผ่สีสุก หมายถึง มีความสุขกายสบายใจ ไร้ทุกข์โศกโรคภัย

ข้อมูลทางวิชาการ
เป็นไม้ไผ่ประเภทมีหนาม ความยาวลำต้นสูง 10 – 18 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 8 – 12 เซนติเมตร แข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ข้อไม่พองออกมา กิ่งมากแตกตั้งฉากกับลำต้น หนามโค้งออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 3 อัน อันกลางยาวกว่าเพื่อน ลำมีรูเล็กเนื้อหนา ใบมีจำนวน 5 – 6 ใบ ที่ปลายกิ่ง ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มกว้าง ๆ หรือตัดตรง แผ่นใบกว้าง 0.8 – 2 เซนติเมตร ยาว 10 – 20 เซนติเมตร ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง เส้นลายใบมี 5 – 9 คู่ ก้านใบสั้น ขอบใบสาก คลีบใบเล็กมีขน
นิเวศวิทยาเชื่อกันว่าเป็นไม้ดั้งเดิมในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก หรือหมู่เกาะแปซิฟิคตอนใต้ ในประเทศไทย มักจะขึ้นอยู่ตามที่ราบลุ่มริมห้วย แม่น้ำ และมักปลูกรอบ ๆ บ้านในชนบท
ขยายพันธุ์ ปักชำ
ใช้ท่อนไม้ไผ่มาตัดทอนเป็นท่อน ๆ ให้ติดปล้อง 1 ปล้อง (ข้อตา) นำมาปักไว้ในวัสดุชำเอียงประมาณ 45 องศา เรียงเป็นแถวเป็นแนวเดียวกันเพื่อสะดวกในการดูแลรักษา เติมน้ำลงในกระบอกไม้ไผ่ให้เต็ม ประมาณ 4 สัปดาห์ หน่อจะแตกออกจากตาไม้ไผ่ และรากจะงอกออกจากปุ่มใต้ตา หรือถ้าตัดทอนท่อนไม้ไผ่ให้ตัดข้อตา 2 ข้อ แล้วเจาะตรงกลางระหว่างข้อตา สำหรับเติมน้ำลงไปในปล้อง นำไปวางนอนในวัสดุชำแนวราบก็ได้เช่นกัน
ประโยชน์
สมัยก่อนมักปลูกไว้รอบบ้านเป็นรั้วกันขโมย กันลม หน่อเมื่ออยู่ใต้ดินทำอาหารได้มีรสดี เมื่อโผล่พ้นดินประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร มักเอาไปทำหน่อไม้ดอง จะให้รสเปรี้ยว สีขาว และเก็บได้นาน โดยไม่เปื่อยเหมือนหน่อไม้ชนิดอื่น เนื้อไม้หนาแข็งแรง ใช้สร้างบ้านในชนบทได้ทนทาน ทำเครื่องจักสาน เครื่องใช้ในการประมง ใช้ในการทำนั่งร้านก่อสร้าง ส่วนโคนนิยมใช้ทำไม้คานหาบหามและใช้ทำกระดาษให้เนื้อเยื่อสูง

๖. ไม้ทรงบาดาล หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้พุ่ม สูง 3 – 5 เมตร ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อย 4 – 6 คู่ รูปไข่หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ขนาดกว้าง 1 – 2 เซนติเมตร ยาว 2.5 – 4 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอก สีเหลืองออกตามซอกใบ และปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 – 3 เซนติเมตร
ผล เป็นฝักแบน กว้าง 1 – 1.5 เซนติเมตร ยาว 7 – 20 เซนติเมตร
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดเอเชียเขตร้อนและจาไมก้า ออกดอก ตลอดปี
ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด วิธีเตรียมเมล็ด ก่อนเพาะ นำเมล็ดมาแช่น้ำร้อน 80 – 90 องศาเซลเซียส แล้วทิ้งไว้ให้เย็น 16 ชั่วโมง
วิธีเพาะเมล็ด เช่นเดียวกับราชพฤกษ์
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ

๗. ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ อำนาจบารมี คนเคารพนับถือและยำเกรง

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้ต้น ขนาดใหญ่ผลัดใบในฤดูร้อนลำต้นเปลาตรงเปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ สีเทา โคนเป็นพูพอนต่ำ ๆ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมค่อนข้างทึบ เปลือกสีเทา เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้นตามความยาวลำต้น
นิเวศวิทยา ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือ บางส่วนในภาคกลางและภาคตะวันตก มีอยู่บ้างทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ออกดอก ออกดอกและเป็นผลเดือน มิถุนายน – ตุลาคม
ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด ปักชำ
ประโยชน์ เนื้อไม้มีลายสวยงามแข็งแรงทนทาน เลื่อย ผ่า ไสกบตบแต่ง และชักเงาได้ง่าย ใช้ทำเครื่องเรือนและในการก่อสร้างบ้านเรือน ปลวก มอด ไม่ชอบทำลายเพระมีสารพวกเตคโตคริโนน

๘. ไม้พะยูง หมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 15 – 25 เมตร เปลือกสีเทาเรียบเรือนยอดทรงกลมหรือรูปไข่
นิเวศวิทยา ขึ้นในป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณชื้น ทั่ว ๆ ไป ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก
ออกดอก พฤษภาคม – กรกฎาคม ฝักแก่ กรกฎาคม – กันยายน
ขยายพันธุ์ โดยนำเมล็ดแช่ในน้ำเย็น 24 ชั่วโมง แล้วเพาะในกะบะเพาะ โดยหว่านให้กระจายทั้งกะบะเพาะแล้วโรยทรายกลบบาง ๆ รดน้ำให้ชุ่ม เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน เมื่อกล้าไม้อายุ 10-14 วัน ความสูงประมาณ 1 นิ้ว มีใบเลี้ยง 1 คู่ สามารถย้ายชำในถุงหรือภาชนะที่เตรียมไว้ได้
ประโยชน์ เนื้อไม้สีแดงอมม่วง ถึงแดงเลือดหมูแก เนื้อละเอียด แข็งแรงทนทาน ขัดและชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด

๙. ไม้กันเกรา หมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ตำเสา ซึ่งอาจหมายถึงทำให้เสาเรือนมั่นคง

ข้อมูลทางวิชาการ
ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15 – 25 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ
นิเวศวิทยา ขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณชื้น และตามที่ต่ำ ที่ชื้นแฉะใกล้น้ำ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
ออกดอก เมษายน – มิถุนายน เป็นผล มิถุนายน – กรกฎาคม
ขยายพันธุ์โดยเมล็ด
ประโยชน์ เนื้อไม้ สีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เข้ายาบำรุงธาตุ แน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับ

การปลูกต้นไม้บริเวณบ้าน ตามหลักโหราศาสตร์ สิทธิการิยะ ผู้ใดจะสร้างบ้านให้อยู่เย็นเป็นมงคลกับตนเอง ให้ปลูกต้นไม้ดังนี้

ทิศตะวันออก
ทิศตะวันออกเฉียงใต้
ทิศใต้
ทิศตะวันตกเฉียงใต้
ทิศตะวันตก
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ทิศเหนือ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ปลูกไม้ไผ่หรือต้นกุ่มหรือต้นมะพร้าว
ปลูกต้นสารภีหรือต้นยอ
ปลูกต้นมะม่วงหรือต้นมะพลับ
ปลูกต้นพิกุล ราชพฤษ์ ขนุน สะเดา
ปลูกต้นมะขาม มะยม
ปลูกต้นมะกรูด
ปลูกต้นพุดทราหรือต้นหัวว่าน
ป,ุกต้นทุเรียนและขุดบ่อคงไว้
ไข้ร้ายมิพบพาน
กันจัญไรดีนัก
อายุยืนดี
กันโทษดีแท้
กันผีกันขึ้นความ
รูดผีสางนางไม้
กันอาคม มีมนต์คุณ
กันศตรูมีชัย

ข้อมูลนำมาจาก
http://www.bansongthai.com

ให้ความเห็น

การทำบุญขึ้นบ้านใหม่

การทำบุญขึ้นบ้านใหม่ มีมานานตั้งแต่ครั้งพุทธกาลโดยเอาคติจากวรรณคดีและความเชื่อเพื่อเป็นสิรมงคล ในการ
ทำบุญขึ้นบ้านใหม่จะทำแบบพอเป็นพิธี หรือเป็นพิธีใหญ่ มีทำบุญเลี้ยงพระก็ก็ได้ แล้วแต่ฐานะของผู้เป็นเจ้าของบ้าน

การทำแบบพอเป็นพิธีนั้น เมื่อได้ฤกษ์ยามดีที่หาไว้หัวหน้าครอบครัวก็อัญเชิญพระประจำบ้าน ไปประฐานไว้ที่บูชา
จุดธูปเทียนบูชา อธิษฐานขอคุณพระคุ้มครองให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข หรือจะนิมนต์พระสักรูปหนึ่ง มาประพรมน้ำพระพุทธ
มนต์ตามห้องต่าง ๆ ก่อนขนของเข้าไปอยู่ ก็จะสมบรูณ์ยิ่งขึ้น

ส่วนการทำแบบมีเลี้ยงพระ ก็ให้เจริญพระพุทธมนต์ แล้วถวายภัตตาหารหรือ เพิ่มการตักบาตร สำหรับการเตรียม
การก็เช่นเดียวกับการทำบุญอื่น ๆ ทั่วไป เช่น มีบาตรที่บรรจุทราย 1 บาตร แป้งและน้ำหอมหรือน้ำอบ นำมาตั้งที่บูชา

พิธีเริ่มเมื่อพระสงฆ์มาพร้อม หัวหน้าครอบครัวจุดธูปเทียนรับศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ หากมีตักบาตร เมื่อ
พระสงฆ์สวดถึงบท “พาหุ”ให้ตักบาตรแล้วถวายอาหาร ถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ ฟังพระสงฆ์อนุโมทนา ต่อจากนั้นทุกคน
ในพิธีเจ้ารับพรมน้ำมนต์จากพระสงฆ์ผู้เป็นประธาน ขณะนั้นพระสงฆ์อื่นจะเจริญมงคลคาถา เสร็จแล้วให้ใครสัก 2 คน ช่วยอุ้ม
บาตรน้ำมนต์ และบาตรทรายพร้อมแป้งกระแจะสำหรับเจิม นำหน้าพระสงฆ์ 1 รูป ไปพรมน้ำมนต์ตามห้องต่าง ๆ ถ้ามีการเจิมประตูบ้าน ก็นิมนต์พระท่านให้ทำในโอกาสนี้ก่อนจะโปรยทรายรอบบริเวณพื้นบ้าน ถือเป็นมงคลว่า เป็นทรายเงิน ทรายทอง ให้อยู่เย็นเป็นสุข ขับไล่ภูตผีปีศาจ ถือเป็นอันเสร็จพิธี…แล

ให้ความเห็น

พิธีวางศิลาฤกษ์

พิธีวางศิลาฤกษ์ คือพิธีวางแผ่นศิลาจารึกเวลา วัน เดือน ปี อันเป็นมงคล ที่เรียกว่า ดวงฤกษ์ แห่งการก่อสร้าง ไว้ ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้างอาคารถาวรต่าง ๆ เช่นอาคารทางศาสนา มีโบสถ์ ศาลาการเปรียญ เป็นต้น อาคารของทางการ มีศาลากลางจังหวัด ศาลาเทศบาล อาคารกองบังคับการของหน่วยทหาร เป็นต้น อาคารของเอกชน มีธนาคาร ภัตตาคาร เป็นต้น จุดประสงค์ของการทำพิธีก็เพื่อให้อาคารเหล่านั้นเกิดความถาวรมั่นคงและผู้อาศัยอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป การทำพิธีวางศิลาฤกษ์เช่นว่านี้ ตามประเพณีโบราณมักนิยมตอกไม้เข็มมงคลด้วย ไม้เข็มนั้น ประกอบด้วยไม้มงคล ๙ ชนิด คือ

ไม้ชัยพฤกษ์ ถือเคล็ดว่ามีโชคชัย
– ไม้ราชพฤกษ์
ถือเคล็ดว่าเป็นใหญ่เป็นโต
– ไม้ทองหลาง
ถือเคล็ดว่ามีเงินมีทอง
– ไม้ไผ่สีสุก
ถือเคล็ดว่าเกิดความสงบสุข
– ไม้กันเกรา
ถือเคล็ดว่าป้องกันภัยอันตรายมิให้เกิดขึ้น
– ไม้ทรงบาดาล
ถือเคล็ดว่าบันดาลให้เกิดความร่มเย็น
– ไม้สัก
ถือเคล็ดว่าเกิดความศักดิ์สิทธิ์
– ไม้พะยูง
ถือเคล็ดว่าพยุงให้เกิดความมั่นคง
– ไม้ขนุน
ถือเคล็ดว่าหนุนให้เกิดพลังอานุภาพ

ไม้แต่ละชนิดดังกล่าวทำเป็นท่อนแต่ละท่อนความยาวประมาณ ๑๒ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ นิ้วครึ่ง เสี้ยมปลายให้แหลมเล็กน้อยเพื่อตอกลงดินได้สะดวก (ไม้เข็มมงคลนี้ สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้า ที่ขายเครื่องประกอบพิธีหรือร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไป)

ให้ความเห็น

Older Posts »